วิธีบริหารจัดการวิกฤตการสื่อสารเพื่อปกป้องภาพลักษณ์องค์กร

ปัจจุบันการเจรจาต่อรองไม่ได้จบลงเพียงแค่การจับมือหรือการพูดคุยทางโทรศัพท์อีกต่อไป แต่มันคือการบริหารจัดการความคาดหวังและข้อมูลข่าวสาร สถานการณ์ที่ความเข้าใจไม่ตรงกันระหว่างสองฝ่ายหลังจากวางสายโทรศัพท์ คือฝันร้ายของนักธุรกิจทุกคน โดยเฉพาะเมื่อเรื่องราวเหล่านั้นถูกขยายความผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย

สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างผู้นำระดับประเทศเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของวิกฤตการตีความ (Interpretation Crisis) website ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกบริษัท นี่คือสิ่งที่นักธุรกิจเรียกว่า "Selective Hearing" หรือการเลือกได้ยินในสิ่งที่อยากได้ยิน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งในการทำสัญญาทางธุรกิจ

ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่คำมั่นสัญญาด้วยวาจา แต่พวกเขาใช้ระบบเข้ามาช่วยกำจัดความคลุมเครือ

ในวงการมืออาชีพมีกฎเหล็กที่ว่า "ถ้าไม่ได้เขียนไว้ แสดงว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น"

ในกรณีของสกอตแลนด์ การที่พวกเขาออกแถลงการณ์ก่อนทำให้สื่อมวลชนนำเสนอข้อมูลในมุมมองของพวกเขาเป็นหลัก

ความเงียบไม่ใช่ทองคำเสมอไปในโลกที่ทุกคนมีสื่ออยู่ในมือ การนิ่งเฉยอาจถูกตีความว่าเป็นการยอมรับผิดหรือความไม่ใส่ใจ

เมื่อมีการเปลี่ยนตัวผู้บริหารหรือผู้ประสานงาน ดีลที่เคยตกลงไว้อาจพังทลายหากไม่มีระบบรองรับ

ในเหตุการณ์การเมืองอังกฤษ ผู้นำฝ่ายค้านใช้จังหวะนี้โจมตีความอ่อนแอของรัฐบาลทันที ซึ่งไม่ต่างจากโลกธุรกิจที่คู่แข่งพร้อมจะดึงลูกค้าคุณไป

จงใช้เวลาในช่วงวิกฤตพิสูจน์ว่าแบรนด์ของคุณมีความรับผิดชอบและเป็นมืออาชีพมากแค่ไหน

การนำหลักการ SMART มาใช้ในการสื่อสารจะช่วยให้ทุกฝ่ายมีความคาดหวังที่ตรงกัน

มันเตือนให้เราเห็นว่าแม้แต่ระดับผู้นำโลกยังพลาดได้ แล้วเราในฐานะเจ้าของธุรกิจจะประมาทได้อย่างไร

ลองถามตัวเองว่าพนักงานของคุณสรุปงานอย่างไร? สัญญาของคุณครอบคลุมความเสี่ยงหรือไม่? และคุณมีแผนรับมือวิกฤตหรือยัง?

สุดท้ายนี้ จำไว้ว่าความน่าเชื่อถือสร้างได้ยากแต่ทำลายได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส

Comments on “วิธีบริหารจัดการวิกฤตการสื่อสารเพื่อปกป้องภาพลักษณ์องค์กร”

Leave a Reply

Gravatar